บทที่ 2 รอยรำลึก (1)
ลมเย็นๆ ผสมกับน้ำค้างยามดึกทำให้อากาศยะเยือกขึ้นกว่าตอนหัวค่ำที่อบอ้าว และดูเหมือนจะช่วยทำให้ผู้ชายร่างสูงที่ก้าวออกมาจากห้องนอนแล้วทรุดลงนั่งยังเก้าอี้ริมระเบียงห้อง ผ่อนความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจลงไปได้บ้าง
ระเบียงนั้นยื่นออกมาจากห้องนอนกว้าง เป็นระเบียงเล็กๆ ส่วนตัวไว้คอยชมสวน เป็นหนึ่งในสามห้องนอนของบ้านหลังใหญ่นี้ และกว้างมากพอที่จะวางโต๊ะไม้สีขาวทรงกลมขนาดย่อมพร้อมกับเก้าอี้ได้สองตัว ภายในห้องนอนยังมืดสนิท มองเข้าไปจะพบเพียงแต่เงาตะคุ่มของเครื่องเรือน ส่วนสวนด้านล่างคงมีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟที่เปิดไว้ตามทางเดินในสวนจนทำให้ภาพที่เห็นคล้ายภาพในฝัน
ชายหนุ่มเอนพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้า ใบหน้าคมสันแหงนเงยขึ้นมองบนฟ้า ที่พอจะมองเห็นแสงดาวกะพริบวิบวาวได้บ้าง หากไม่มากนัก เมื่อถูกแสงสว่างรอบนอกทั้งจากทางด่วน และตามท้องถนนรวมถึงตัวตึกสูงรบกวน
ปณัย ปัณณธร
นั่นละ คือชื่อของเขา หนุ่มลูกครึ่งเจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ระดับต้นๆ ของเมืองไทย ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สมบัติ มหาเศรษฐีหนุ่ม...ผู้เดียวดาย ผู้ชายเนื้อหอมที่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาได้แต่งงานแล้ว...กับผู้หญิงหนึ่งเดียวที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก
ผู้เป็นทายาทของทรัพย์สินทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เจ้าของตัวจริง...ภรรยาของเขาเอง
“คุณปรียา” เสียงทุ้มนุ่มเรียกหาอย่างหวังว่าเจ้าของชื่อคงได้ยิน
“มองคุณณัยอยู่หรือเปล่า คุณปรียา...ยังจำคุณณัยได้มั้ย”
ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสนเศร้า
“บ้านเงียบ...ถ้าคุณปรียาอยู่ คงดีกว่านี้”
ลมเย็นยามดึกพัดมากระทบและลอยอ้อยอิ่งรอบตัวชายหนุ่มอยู่นานเหมือนกำลังปลอบประโลมเขา สัมผัสเย็นผะแผ่วให้ความรู้สึกคล้ายกับสัมผัสจากมือน้อยที่ชอบเกาะอยู่ที่ท่อนแขนล่ำสัน รอยยิ้มขมๆ ปรากฏที่ริมฝีปากหยักสวย และต่อมาก็กลายเป็นสมเพช
ไม่ใช่สมเพชใคร แต่เป็นตัวเขาเอง!
“บ้านใหญ่...เกินไป บ้านสองหลังนี้”
ภายในบริเวณรั้วเดียวกัน จากหางตาของชายหนุ่มจะมองเห็นตัวตึกสีขาวอยู่ในเงามืดทางด้านซ้ายมือ ซึ่งมีสนามหญ้าคั่นกลางไว้
“คุณณัยจะมีมันไว้ทำไมนะ ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครอยู่กับคุณณัยเลย แม้แต่คุณปรียา...ก็ยังทิ้งคุณณัยไป” น้ำตาหยดหนึ่งซึมตรงหางตา ชายหนุ่มทิ้งต้นคอลงกับพนักเก้าอี้ที่นั่ง ไม่ปรารถนาแม้แต่จะลืมตาขึ้น “คิดถึงเหลือเกิน...ที่รัก ยังจำได้มั้ย...ยังจำปาในคนนั้นของคุณปรียาได้หรือเปล่า”
เขาพึมพำขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่สมองบังเกิดภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา มันเป็นความสุขที่เขาเคยได้สัมผัส เมื่อครั้งมีอัลิปรียาอยู่ในอ้อมแขน ความสุขที่เขาเป็นคนทำลายมันลงเองกับมือ!
ปณัยยังจำได้ดีถึงบรรยากาศช่วงนั้นในห้องนอนใหญ่ของ ‘เรา’
ห้องนั้นเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าตกแต่งด้วยงานไม้ ผนังทาสีนวลทำให้ดูอบอุ่นส่วนผ้าม่านสีชมพูอ่อนๆก็ช่วยทำให้ดูหวานขึ้น แสงสว่างด้านนอกทอแสงสาดทำให้ห้องดูสว่างแม้จะยังไม่ได้เปิดผ้าม่านออกก็ตามที
กลางห้องเป็นเตียงนอนหลังใหญ่ตั้งอยู่ ขวามือใกล้กับประตูกระจกที่เลื่อนออกไปสู่ระเบียงวางโซฟาเบดตัวยาวสีฟ้าอ่อน มองเห็นตุ๊กตาหมีหลายแบบจับจองเป็นเจ้าของ มีบางตัววางอยู่ที่พื้นพรมสีขาวข้างโต๊ะกระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก ซึ่งวางหนังสือนิตยสารแฟชั่นซ้อนกันตั้งใหญ่
ส่วนทางด้านปลายเตียงเป็นโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่ตั้งชิดติดผนัง มีโซฟาตัวยาวสีฟ้าตั้งไว้สำหรับนั่งดูรายการโปรด ถัดไปเป็นประตูห้อง ฝั่งซ้ายจะเป็นประตูห้องน้ำและห้องแต่งตัว
“อรุณสวัสดิ์จ้ะ คุณปรียาของคุณณัย”
เสียงทักอ่อนหวานอ่อนโยนดังขึ้นในเช้าของวัน เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าคนในอ้อมแขนก็กำลังจะตื่นแล้วเช่นกัน ปณัยเฝ้ามองเมื่อเห็นดวงตากลมโตปรือเปิดขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มแสนหวานจากริมฝีปากอิ่มในใบหน้ารูปไข่ที่ยังอิงซบแทบแผงอก รอยยิ้มสว่างสดใส ทำให้คนได้รับหัวใจชุ่มชื้นอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกับใคร
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณณัย”
เสียงหวานจับหัวใจ ทวีหวานขึ้นเมื่อรวมกับรอยยิ้มของเธอจนเขาอดใจไม่ไหวต้องเย้าไปว่า
“อย่ายิ้มแบบนี้บ่อยสิ เดี๋ยวคุณณัยก็อดรังแกคุณปรียาอีกไม่ได้”
พอได้ฟังเท่านั้นใบหน้านวลก็แดงก่ำ เธอทุบลงมาบนอกเขา ส่วนปณัยลงโทษผู้ที่ทำร้ายร่างกายตนด้วยรอยจูบอบอุ่น ชายหนุ่มพลิกตัวขึ้นนอนตะแคงจากที่นอนหงายพลางวางร่างเล็กซึ่งนอนซบอกลงบนที่นอน แล้วจึงแนบหน้าผากของตนเข้าด้วยกันกับหน้าผากเธอ ส่งผลให้ปลายจมูกของเราแตะกัน พลอยทำให้ลมหายใจสอดประสาน คล้ายยืนยันว่า ‘เรา’ คืออันหนึ่งอันเดียวกัน มีหัวใจเพียงดวงเดียว และมีชีวิตเพื่อกันและกัน
“จำไว้นะคุณณัยรักคุณปรียา รู้ไหมแค่มีคุณปรียา คุณณัยก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
เขาพึมพำไล้มือเล่นกับผิวเนียนแถวลำแขนเรียวเล็กที่เรียบลื่นราวกับแพรเนื้อดี ก่อนก้มลงกดปลายจมูกสูดกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนมวลดอกไม้ที่จำได้เจนใจบนแก้มนุ่มแดงก่ำ เธอส่งยิ้มแสนหวานมาให้ พร้อมกับมือเล็กที่เอื้อมขึ้นมาประคองใบหน้าเขาไว้ ดวงตากลมโตของเธอมองเขาอย่างซาบซึ้ง แล้วคำบอกรักที่หวานหาไหนมาเสมอเหมือนอีกมิได้ก็ดังขึ้น ทำให้หัวใจของปณัยพองคับอก
“คุณปรียาก็รักคุณณัยค่ะ รักมาก รักที่สุดในชีวิต”
ใช่ ปณัยเองก็รู้ ว่าอัลิปรียารักเขามากแค่ไหน และเธอไม่มีใครอีกแล้วนอกจากเขา แต่เพราะความแค้นแสนโง่งมที่ทำให้เขาตามืดบอดจนมองว่ามันมีค่ามากกว่าหัวใจของเขาเอง
อัลิปรียามีค่าเกินกว่าจะพรรณนา ทว่า...เขากลับไม่รู้ถึงคุณค่านั้น!
